Risk per Trade คือเงินที่จัดไว้เป็นงบขาดทุนตามแผนสำหรับสถานะหนึ่งครับ มักเขียนเป็นเปอร์เซ็นต์ของฐานเงินที่เลือก แต่เลข 1.00%หรือ 2.00%ไม่ได้มีคุณสมบัติทำให้ปลอดภัยด้วยตัวเอง และไม่ได้รับประกันว่าการปิดจริงจะเสียเท่านั้น
สิ่งที่ช่วยให้เปอร์เซ็นต์มีความหมายคือระบุฐานเงิน วิธีออกจากสถานะ ค่าอื่นที่เกี่ยวข้อง และความเสี่ยงที่ค้างอยู่ทั้งบัญชี
งบสิบดอลลาร์อาจไม่ได้เท่ากับหนึ่งเปอร์เซ็นต์ตลอด
ตัวอย่างสมมติเริ่มด้วย equity1,000.00 ดอลลาร์ งบ 10.00 ดอลลาร์คิดเป็น 1.00% หาก equity ลดเหลือ 800.00 ดอลลาร์แต่ยังใช้งบเดิม งบนั้นกลายเป็น 1.25%
ในทางกลับกัน หากกำหนดใช้ 1.00%ของ equity ล่าสุด งบจะลดเป็น 8.00 ดอลลาร์ นี่คือสองกติกาคนละแบบ ต้องเลือกนิยามให้ชัดก่อนวิเคราะห์บันทึก ไม่ใช่สลับไปมาระหว่างช่วงได้และเสีย
เลื่อนภาพซ้าย–ขวาเพื่ออ่านรายละเอียด
ขาดทุนต่อเนื่องแบบคิดจากยอดที่เหลือ
ตารางนี้เป็นแบบจำลอง เริ่มด้วย 1,000.00 ดอลลาร์ และแต่ละครั้งขาดทุนเต็มสัดส่วนของยอดที่เหลือจำนวน 10 ครั้ง ไม่มีค่ารายการอื่น ไม่มีการเติมถอน และไม่ใช่ผลทดสอบกลยุทธ์
เงินคงเหลือ = เงินตั้งต้น × (1 − สัดส่วนขาดทุนต่อครั้ง) ยกกำลังจำนวนครั้ง
เลื่อนตารางซ้าย–ขวาเพื่ออ่านข้อมูลครบทุกคอลัมน์
| สัดส่วนต่อครั้ง | เงินเหลือ (ดอลลาร์) | ขาดทุนจากจุดเริ่ม | ผลเพิ่มที่ต้องได้เพื่อกลับทุน |
|---|---|---|---|
| 1.00% | 904.38 | 9.56% | 10.57% |
| 2.00% | 817.07 | 18.29% | 22.39% |
| 5.00% | 598.74 | 40.13% | 67.02% |
ตัวเลขเหล่านี้อธิบายผลของสมมติฐาน ไม่ได้บอกโอกาสที่จะขาดทุนติดกัน และไม่บอกว่าจะใช้เวลากี่เดือนกลับทุน ยิ่งฐานเงินลดลง ผลตอบแทนที่ต้องใช้กลับไปจุดเดิมก็ยิ่งสูงขึ้น
ทำไมเสียครึ่งหนึ่งจึงต้องได้คืนหนึ่งเท่าตัว
ถ้าเริ่ม 1,000.00 ดอลลาร์แล้วเหลือ 500.00 ดอลลาร์ การกลับไป 1,000.00 ต้องเพิ่ม 500.00 จากฐาน 500.00 หรือ 100.00% ไม่ใช่ 50.00%
สูตรเมื่อขาดทุนเป็นสัดส่วน d คือ ผลเพิ่มเพื่อกลับทุน = d ÷ (1 − d) เช่น ขาดทุน 20.00% ต้องเพิ่ม 25.00%จากยอดที่เหลือ สูตรนี้ใช้เมื่อยังมีทุนเหลือและไม่มีเงินเติมถอน จึงไม่ใช่ข้อเสนอให้เพิ่มขนาดสถานะเร่งเอาคืน
เปอร์เซ็นต์เดียวกันหลายสถานะไม่ได้แยกขาดจากกัน
หากมีสามสถานะ แต่ละรายการตั้งงบ 1.00%ของฐานเดียวกัน งบรวมตามแผนคือ 3.00%ก่อนการได้ราคาคลาดเคลื่อน แต่ผลจริงขึ้นกับว่าราคาแตะจุดออกอย่างไร และมีเหตุการณ์ร่วมกระทบหลายสินค้าหรือไม่
จำนวนคำสั่งต่อวันก็ไม่ใช่สูตรบอกขาดทุนสูงสุดโดยตรง เพราะฐานเงินอาจเปลี่ยน รายการอาจซ้อนกัน และผลจริงไม่จำเป็นต้องตรง stop ที่ตั้งไว้ แยกงบต่อสถานะ งบรวมที่ยังเปิด และเงื่อนไขพักทบทวนออกจากกันจะอ่านง่ายกว่า
แพ้หลายครั้งบอกอะไรได้บ้าง
ยังสรุปไม่ได้ทันทีว่าระบบดีหรือเสีย ต้องดูว่าทำตามกฎเดิมหรือไม่ ผลต่างเกิดจากราคา ค่ารายการ หรือการเปลี่ยนวิธีเอง และข้อมูลครอบคลุมสภาพตลาดแบบไหน
การยกตัวอย่างโยนเหรียญอิสระมาแทนการซื้อขายจริงมีข้อจำกัด ผลการซื้อขายอาจสัมพันธ์กันและสภาพตลาดเปลี่ยนได้ จึงไม่ควรเอาความน่าจะเป็นของชุดสั้นชุดเดียวไปบอกว่าจะเจอเหตุการณ์นั้นทุกเดือน
นำงบที่นิยามแล้วไปฝึก Position Sizing และบันทึกทั้งงบก่อนเปิดกับผลจริงหลังปิด ส่วนต่างระหว่างสองค่านี้เป็นข้อมูลที่ควรเข้าใจ ไม่ใช่ตัวเลขที่ตัดออกเพื่อให้แผนดูแม่นครับ