Money Management คือการวางกติกาเกี่ยวกับเงินทั้งบัญชีครับ นอกจากงบต่อสถานะ ยังรวมวิธีอ่านผลเมื่อมีเงินเข้าออก ความเสี่ยงที่เปิดพร้อมกัน และเงื่อนไขหยุดทบทวน ไม่ใช่สูตรเพิ่มล็อตให้พอร์ตโตเร็วที่สุด
จุดเริ่มที่ทำได้โดยไม่ต้องคาดการณ์ตลาดคือทำให้รายงานตอบได้ว่าเงินเปลี่ยนจากอะไร
เงินเติมไม่ใช่กำไร เงินถอนไม่ใช่ขาดทุนจากการซื้อขาย
แบบฝึกสมมติเริ่มด้วย equity1,000.00 ดอลลาร์ ระหว่างช่วงเติม 200.00 และถอน 100.00 เมื่อสิ้นช่วง equity เป็น 1,150.00 ดอลลาร์ โดยไม่มีการเปลี่ยนสกุลบัญชี
ผลสุทธิหลังแยกเงินเข้าออก = 1,150.00 − 1,000.00 − 200.00 + 100.00 = 50.00 ดอลลาร์
ยอดเพิ่ม 150.00 ดอลลาร์จึงไม่ใช่กำไร 150.00 ทั้งหมด หาก equity ต้นและปลายรวมผลลอยตัว ตัวเลข 50.00 นี้ก็รวมการเปลี่ยนของผลลอยตัวด้วย ไม่เท่ากับกำไรที่ปิดรับรู้เสมอ
ส่วนเปอร์เซ็นต์ผลตอบแทนต้องพิจารณาวิธีคำนวณและเวลาของกระแสเงิน ไม่เอา 50.00 ไปหารฐานใดก็ได้แล้วเรียกเป็นผลตอบแทนมาตรฐาน
เลื่อนภาพซ้าย–ขวาเพื่ออ่านรายละเอียด
ดู drawdown กับกำไรจากจุดเริ่มแยกกัน
สมมติไม่มีเงินเติมถอน เริ่ม 1,000.00 ดอลลาร์ เคยมี equity สูงสุด 1,200.00 แล้วปัจจุบันเป็น 1,080.00 บัญชียังสูงกว่าจุดเริ่ม 8.00% แต่ลดจากจุดสูงสุด 10.00%
Drawdown จากยอดสูงสุด = (1,200.00 − 1,080.00) ÷ 1,200.00 × 100 = 10.00%
สองตัวเลขนี้ถูกได้พร้อมกัน เพราะใช้ฐานคนละจุด ถ้ามีการฝากถอนระหว่างทาง ต้องใช้วิธีปรับกระแสเงินให้เหมาะสมก่อนเปรียบเทียบ ไม่ปล่อยให้เงินฝากสร้างยอดสูงสุดปลอมหรือการถอนกลายเป็น drawdown จากการเทรด
ทบต้นไม่ได้แปลว่ากำไรสม่ำเสมอ
สูตรเงินปลายทางแบบไม่มีเงินเข้าออกคือเงินต้นคูณผลของตัวคูณแต่ละงวด ไม่จำเป็นต้องเป็นเปอร์เซ็นต์บวกเท่ากันทุกเดือน
ตัวอย่างสมมติ 1,000.00 ดอลลาร์ เพิ่ม 10.00%แล้วลด 10.00% จะเหลือ 1,000.00×1.10×0.90=990.00 ดอลลาร์ ไม่กลับมา 1,000.00 เพราะฐานของงวดที่สองเปลี่ยนไป
ตารางที่ใส่กำไรคงที่ทุกเดือนจึงเป็นเพียงผลจากสมมติฐาน ไม่ใช่ประมาณการรายได้ และ“ล็อตคงที่”ก็ไม่ได้แปลว่าจะได้กำไรเป็นเงินเท่าเดิมทุกเดือน
กติกาเงินเข้าออกต้องไม่บดบังผลเดิม
หากจะวางกติกาเกี่ยวกับเงินในบัญชี ให้แยกออกจากเป้าหมายแก้ยอดติดลบเฉพาะหน้า และบันทึกทุกครั้ง ไม่มีสัดส่วนถอนกำไรหรือรอบเติมทุนเดียวที่เหมาะกับทุกคน
เงินที่เคยเป็นกำไรก็ยังเป็นทรัพย์สินของเจ้าของบัญชี ไม่ใช่“เงินตลาด”ที่เสียได้โดยไม่มีต้นทุน การถอนออกแล้วเติมกลับควรถูกนับเป็นกระแสเงินทั้งสองด้าน ไม่ใช้ยอดถอนสะสมเพียงอย่างเดียวกล่าวว่าระบบทำกำไร
นอกจากนี้ เงินในบัญชีมีความเสี่ยงเกี่ยวกับคู่สัญญาและเงื่อนไขบริการแยกจากความเสี่ยงราคา การจัดเงินในบัญชีจึงไม่ใช่เรื่องสูตรล็อตอย่างเดียว
มองสถานะรวมก่อนดูวงเงินครั้งถัดไป
แยกงบที่วางไว้สำหรับสถานะใหม่ออกจากผลขาดทุนที่อาจเกิดกับสถานะค้าง สินค้าหลายชื่ออาจตอบสนองต่อเหตุการณ์เดียวกันได้ และ margin ที่ยังเหลือไม่ใช่จำนวนเงินที่ควรนำไปเสี่ยงเพิ่ม
เงื่อนไขพักทบทวนควรระบุว่าจะตรวจอะไรและจัดการสถานะที่ยังเปิดอย่างไร ไม่ใช่เพียงปิดหน้าจอแล้วคิดว่าความเสี่ยงหยุดตาม อ่าน แผนการทดลอง เพื่อรวมกติกาให้อยู่ในเอกสารที่ติดตามการเปลี่ยนได้ครับ