Margin Call คือภาวะที่บัญชีถึงเกณฑ์เงินประกันตามเงื่อนไขผู้ให้บริการ ส่วน Stop Out คือเกณฑ์ที่เกี่ยวกับการบังคับปิดสถานะครับ อย่ารอว่าจะได้รับโทรศัพท์หรือมีเวลาตอบสนองแน่นอน รูปแบบแจ้งเตือนและลำดับการปิดขึ้นกับระบบและสัญญาบัญชี

สองเรื่องนี้ไม่ได้เป็นแผนจำกัดขาดทุนแทนเรา และไม่ได้รับประกันว่าจะเหลือเงินตามตัวเลขที่คำนวณไว้

อ่านห้าช่องนี้ให้แยกกัน

เลื่อนตารางซ้าย–ขวาเพื่ออ่านข้อมูลครบทุกคอลัมน์

ช่องในบัญชีใช้อ่านอะไร
Balanceยอดตามรายการที่บันทึกแล้ว ยังไม่สะท้อนผลลอยตัวทั้งหมด
Equityมูลค่าบัญชีที่สะท้อนผลลอยตัวและองค์ประกอบตามระบบ
Used Marginเงินประกันที่ระบบกำหนดสำหรับสถานะหรือคำสั่ง
Free Marginส่วนต่างระหว่าง equity กับ margin ตามวิธีบัญชี
Margin Levelอัตราส่วน equity ต่อ margin เมื่อระบบแสดงเป็นเปอร์เซ็นต์

สูตรแบบเปอร์เซ็นต์ที่ใช้ในตัวอย่างคือ Margin Level = Equity ÷ Used Margin × 100 หาก margin เป็นศูนย์ สูตรหารนี้ใช้ตรง ๆ ไม่ได้ หน้าจออาจเว้นค่าหรือแสดงตามกติกาของแพลตฟอร์ม

ตัวอย่างที่ตัวเลขสวยไม่ได้แปลว่าขาดทุนน้อย

สมมติเริ่มด้วย equity 1,000.00 ดอลลาร์ ใช้ margin 200.00 ดอลลาร์ และให้ margin คงที่ตลอดแบบฝึก โดยไม่มีรายการเงินอื่น

  • เริ่มต้น margin level = 1,000.00 ÷ 200.00 × 100 = 500.00%
  • หากขาดทุนลอยตัว 400.00 ดอลลาร์ equity เหลือ 600.00 ดอลลาร์
  • margin level ใหม่ = 600.00 ÷ 200.00 × 100 = 300.00%

บัญชีตัวอย่างสูญเสียมูลค่าไป 40.00% แล้ว แม้หน้าจอยังแสดง 300.00% ดังนั้นเกณฑ์ว่า “สูงกว่า 300%ปลอดภัย” ใช้แทนการประเมินขาดทุนไม่ได้

เกณฑ์บังคับปิดอ่านอย่างไร

ต่อจากตัวอย่าง หากสมมติว่าบัญชีใช้ Stop Out ที่ margin level 50.00% และ used margin ยังเป็น 200.00 ดอลลาร์ จุดตามสูตรจะอยู่ที่ equity 100.00 ดอลลาร์

Equity ที่เกณฑ์สมมติ = 200.00 × 50.00% = 100.00 ดอลลาร์

นี่เป็นระดับคำนวณ ไม่ใช่คำรับรองว่าจะปิดแล้วเหลือ 100.00 ดอลลาร์ ราคาที่ดำเนินการจริง ความเร็วของตลาด รายการค่าธรรมเนียม และการปิดบางสถานะซึ่งทำให้ margin เปลี่ยน ล้วนทำให้ผลต่างจากแบบฝึกได้

บางระบบใช้เกณฑ์หรือวิธีคำนวณต่างออกไป รวมถึงการคิด margin ของสถานะที่ hedge กัน จึงไม่ควรนำเปอร์เซ็นต์ของบัญชีหนึ่งไปใช้กับอีกบัญชี แม้เป็นแบรนด์เดียวกัน

ทำไม margin level ตกได้ทั้งที่ล็อตเท่าเดิม

ตัวเศษอาจลดจากขาดทุนลอยตัวหรือรายการหัก ขณะที่ตัวส่วนอาจเพิ่มจากราคาที่ใช้แปลงเงิน กฎ margin rate หรือข้อกำหนดที่เปลี่ยน ไม่ใช่แค่การเปิดสถานะเพิ่มเท่านั้น

การปิดบางสถานะก็อาจทำให้โครงสร้าง hedge เปลี่ยน อย่าสมมติว่าจะคืน margin ในจำนวนที่บวกตรง ๆ ทุกกรณี ต้องอ่านวิธีคิดของบัญชีที่ใช้งานจริง

เมื่อมีสัญญาณเตือน การเพิ่มเงินหรือเพิ่มสถานะไม่ได้แก้เหตุของการขาดทุนโดยตัวมันเอง ย้อนดูสถานะรวมและกติกาลดความเสี่ยงที่เตรียมไว้ก่อน ไม่ตัดสินใจจากเป้าหมายเพียงว่าอยากให้สีแดงหายไป

Stop Loss เป็นคำสั่ง ส่วน Stop Out เป็นกติกาบัญชี

Stop Loss ผูกกับการออกจากสถานะตามเงื่อนไขคำสั่ง ขณะที่ Stop Out พิจารณาภาระบัญชี การตั้ง stop จึงไม่ได้ยืนยันว่าจะไม่มีการถูกบังคับปิด โดยเฉพาะเมื่อมีหลายสถานะหรือราคาเคลื่อนผ่านระดับที่ตั้งไว้

อ่าน Stop Loss เพื่อเข้าใจราคากระตุ้นกับราคาที่ได้รับจริง และใช้ Position Sizing ทบทวนขนาดก่อนเกิดปัญหา การรู้เกณฑ์ปิดเป็นข้อมูลพื้นฐาน ไม่ใช่เหตุผลถือขาดทุนไปจนเกือบถึงเกณฑ์ครับ